ชื่อสามัญ                              
มะขาม(Tamarind), ป. ตินติก. , Sampalok(อังกฤษ)
 
ชื่อวิทยาศาสตร์                 
Tamarindus indica L.
 
ชื่อวงศ์                                 
Caesalpiniaceae อยู่ในตระกูล Leguminosae
 
ชื่ออื่นๆ                                
ส่ามอากล(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หมากแดง(ฉาน-แม่ฮ่องสอน)มะขาม, มะขามไทย(ภาคกลาง),
  ตะลูบ(ชาวบน-นครราชสีมา),อำเปียล(สุรินทร์), ม่องโคล้ง(กระเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ขาม(ใต้)
 
ถิ่นที่อยู่                               
 มะขามเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของทวีปแอฟริกา เขตร้อนแต่ปัจจุบันนิยม    ปลูกทั่วไป ในประเทศที่มีอากาศร้อน
 
ลักษณะดิน               
 ทั่วไป ดินปนทราย ชอบดินที่มีชั้นหน้าดินลึก ระบายน้ำดี      ไม่ชอบน้ำท่วมขัง เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด
 
ความชื้น
ปานกลางไม่ชอบอากาศชื้นทั้งปี ควรมีช่วงอากาศที่แห้งแล้ง  เป็นพืช ทนแล้ง  ปลูกง่าย  อายุยืน
 
แสง
ชอบแสงแดดเต็มวัน
 
ขนาดทรงพุ่ม
15  -  20  เมตร
 
ช่วงพักตัว
กุมภาพันธุ์ – เมษายน
   
ช่วงออกดอก

พฤษภาคม – กรกฎาคม

   
ช่วงฝักอ่อน มิถุนายน – สิงหาคม
   
ช่วงฝักดิบ กันยายน – พฤศจิกายน
   
ช่วงฝักแก่ มกราคม – มีนาคม
 
การเจริญเติบโต            
เร็ว   สำหรับกลางแจ้ง    ช้า  ในที่ร่ม
 
โรค / แมลง
แมลงและหนอนกินดอกและใบอ่อน
 
ระยะที่ใช้ในการปลูก
10 10 เมตร
 
ลำต้น
แข็งแรงมีเปลือกสีน้ำตาลอ่อนและแตกสะเก็ดเป็นร่องเล็กๆ  ซึ่งใช้ใน การจำแนกพันธ์ได้   ปลายกิ่งมะขามมักจะห้อยลง 
ลำต้นแข็งแรงมาก  เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่
   
ใบ
เป็นไม้ใบรวม   จะออกใบเป็นคู่ๆเรียงกันตามก้านใบ   ก้านหนึ่งมีประมาณ 10 -18 คู่  ลักษณะของใบย่อย 
  เป็นรูปขอบขนาน ปลายใบ และโคนใบโค้งมน  มีสีเขียวแก่ ใบจะลู่หรือหุบในเวลาที่ไม่มีแสง
 
ดอก                                  
จะมีสีเหลืองและมีจุดประสีแดงอยู่ตรงกลางดอก ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ  อยู่ตามบริเวณปลายกิ่ง  เป็นช่อแบบ ราซีม
  ช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 10-15 ดอก ดอกเล็กมีกลีบดอก 5 กลีบ ซึ่งมองเห็นชัดเพียง 3  กลีบ ส่วนอีก 2  กลีบมองเห็น
  ชัดเพียงเป็นเกล็ดเล็กๆ อยู่ด้านหลังเป็นดอกสมบูรณ์เพศ  ดอกจะออกในช่วงฤดูฝน ดอกมีรสเปรี้ยว
 

ผล                                       

เมื่อดอกร่วงก็จะติดผล มีรูปร่างยาวหรือโค้งงอ เปลือกหนาไม่แตกมีสีน้ำตาลปนเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลอมเทา
  ข้างในผลมีเนื้อเยื่อ แรกๆ  มี  รสเปรี้ยว มีผลที่โตมาก มะขามคราบหมู คือ มะขามกำลังจะสุก หรือ ระหว่างสดกับแก่
 
เมล็ด
ขณะยังอ่อนจะมีสีเขียว และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจนถึงดำ  ใน 1 ฝักอาจจะมีเมล็ด 1-17เมล็ด
  ลักษณะค่อนข้างใหญ่แบน
 
ส่วนที่ใช้ประโยชน์    
เนื้อไม้      ใบแก่    ใบอ่อนและดอก    เนื้อในผล   เมล็ดแก
 
ประโยชน์   
เนื้อไม้   ใช้ทำเขียง นิยมใช้ทำเพราะเป็นไม้เนื้อเหนียว ฝักมะขามอ่อน   ใช้ทำน้ำพริกมะขาม  ฝักดิบ  ดอง
  หรือทำมะขามแช่อิ่ม มะขามเปียก สำหรับ แปรรูป หรือใส่ในอาหาร ใบอ่อน ใช้ทำอาหาร ฯลฯ
 
ใบแก่                   
มีกรด Tartaric acid anthraquinone ใช้ชำระล้างผิวกาย รักษาโรคผิวหนัง ใบรสเปรี้ยวฝาด ใช้นำมาปรุงเป็นยาแก้ไอ
  แก้โรคบิดขับ เสมหะในลำไส้ หรือนำมาต้มผสมกับหัวหอมโกรกศีรษะเด็กเวลา เช้ามืด แก้หวัดคัดจมูกได้ หรือใช้น้ำที่ต้ม
  ให้สตรีหลังคลอดอาบ ใช้ อไอน้ำได้
 
เปลือกต้น
มีรสฝาด ต้มกับน้ำ นำน้ำที่ต้มมาใช้เป็นยาชะล้างแผลให้สมานได้ดีเช่น   ด่างทับทิม
 
แก่น   
มีรสฝาดเปรี้ยว กล่อมเสมหะและโลหิต
 
เปลือกฝัก       
รสฝาด กระเทาะเปลือกฝักมะขามแช่น้ำร้อน ใช้ชะล้างบาดแผลสดและแผลเรื้อรัง
 
เนื้อในผล(มะขามเปียก) 
ใช้ผลแก่นำมาจิ้มเกลือกิน ดื่มน้ำตามลงไป หรืออาจใช้ทำเป็นน้ำมะขาม คั้น เป็นยาแก้อาการท้องผูก หรือนำเนื้อฝักละลาย
  น้ำอุ่นกับเกลือ ฉีด สวนแก้ท้องผูก เป็นยาระบาย หรือใช้เนื้อมะขามผสมกับข่า และเกลื พอประมาณ รับประทานเป็นยาขับ
  เลือดลมสำหรับหญิงคลอดลูกใหม่ๆ กินแก้สันนิบาตหน้าไฟ อาจใช้ผสมกับปูนแดง แล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น
  กลากเกลื้อน หรือ ฝ
 
เมล็ดแก่    
นำมาคั่วเกรียม แล้วกะเทาะเปลือกออกใช้ประมาณ 20-30 เม็ดนำมาแช่น้ำ เกลือ จนอ่อนใช้กินเป็นยาถ่ายพยาธิ
  ไส้เดือนในท้องเด็กได้ หอใช้เปลือกนอกที่กะเทาะออกแล้ว ซึ่งจะมีรสฝาด ใช้กินเป็นยาแก้ ท้องร่วงและแก้อาเจียน
  ได้ดี สามารถใช้เมล็ดมาเพาะอย่างถั่วงอกใช้นำมาทำเป็น แกงส้มกิน เป็นอาหารได้ และในประเทศอินเดียนิยมใช้
  เมล็ดในนำ มาป่นให้ละเอียดแล้วต้มกับผ้าเพื่อให้ผ้าแข็งเหมือนกับลงแป้ง